พอลเป็นผู้รู้ลึกซึ้งในคำว่า Passive Life และรู้วิธีไปถึงคำนี้ได้ ไม่ใช่แค่รู้จัก แต่รู้จริง เข้ามาดูกันครับว่าโลก Passive แบบที่พอลบอก มันสำคัญและจำเป็นสำหรับชีวิตคุณอย่างไร บางทีคนชื่อ พอล คนนี้ อาจเปลี่ยนชีวิตคุณให้ "สบายชั่วโคตร" แบบที่คุณไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยก็ได้

 

รวิช เทิดวงศ์
Rawich Terdwong

 



พี่ พอลเป็นคนที่ละเอียดรอบคอบในการทำทุกๆอย่างในชีวิตอยู่แล้ว ไม่แปลกที่เวลาจะทำอะไรซักอย่าง จะต้องศึกษามันอย่างดี ผมนับถือพี่พอลเป็นidolคนนึง ในการทำงานอยู่แล้ว มองเห็นตัวเองเลยว่าวันนึงต้องเป็นแบบคนคนนี้ให้ได้ ทั้งวิธีการใช้ชีวิต หน้าที่การงาน ละคร พิธีกร ธุรกิจ ผมสามารถบอกได้เลยว่า ถ้าคนคนนี้ตัดใจจะทำอะไรซักอย่าง ไม่มีคำว่า ล้มเหลว ในพจนานุกรมของคนคนนี้ พอล พัทรพล ศิลปาจารย์ 

 

Kan Kanthataworn



ผมพบกับผู้ชายที่ชื่อ “พอล ภัทรพล” ครั้งแรก ที่สตูดิโอรายการวิทยุ ของเอไทม์มีเดีย ในวันที่ทั้งผมและเค้ายังประกอบอาชีพดีเจ...ถูกต้องครับ นั่นป็นเวลาที่ผ่านมานานพอสมควร และเราก็เป็นเพื่อนกัน และพอลก็เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่เรียกผมด้วยคำนำหน้าว่า “พี่” แทนที่จะเป็น “น้า” เหมือนใครหลายคน....แม้กระทั้งแม่ผมยังเรียกผมว่า “น้าเน็ก” จากวันนั้น เราทั้งสองคนต่างเติบโตแยกย้ายไปตามสายงานที่ถนัด พอลกลายเป็นพระเอก นักร้อง นายแบบ พิธีกร นักธุรกิจ หลายปีที่เราไปมาหาสู่,พบเจอ และร่วมงานตามโอกาสต่าง ๆ ในสายตาผม น้องที่ชื่อว่าพอลนั้นประสบความสำเร็จในทุกสิ่งที่เขาหยิบจับ ซึ่งผมไม่แปลกใจเลยเพราะรู้สึกได้ถึง “ความเอาจริงเอาจัง” ในทุกอย่างที่เขาทำ ตั้งแต่วันแรกที่เจอกันจนวันนี้ ความมุ่งมั่นของเขาไม่เคยเปลี่ยนแปลง จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ พอลโทรหาผมด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น อารมณ์เหมือนคนมีของดีแล้วอยากจะอวด หลังจากนั้นไม่กี่วัน พอลปรากฏตัวที่ออฟฟิศผม เราคุยกันราว ๆ 2 ชั่วโมงเต็ม พอลอธิบายสิ่งที่เขาศึกษาและค้นพบด้วยแววตาเป็นประกาย พร้อมทั้งผลาญกระดาษที่ออฟฟิศผมหลายแผ่นไปกับการวาดๆๆๆๆสิ่งที่เป็น “ของดี” โดยหวังให้ผมเข้าใจทุกอย่างที่อยู่ในความคิดเขา ผมฟังสิ่งที่เขาพยายามนำเสนอพร้อม ๆ กับเพลิดเพลินเมื่อเห็นอาการ “อิน” ในสิ่งที่เขากำลังพรั่งพรูออกมา ...2 ชั่วโมงนั้นผ่านไป อย่างรวดเร็ว ในที่สุดพอลก็ออกจากออฟฟิศผมไป แต่ที่ยังอยู่ก็คือ “ของดี” ที่ว่านั้น และมันได้เปลี่ยนทัศนะคติเกี่ยวกับการทำงาน และมุมมองทางการเงินทั้งชีวิตของผมโดยสิ้นเชิง.... ผมไม่บอกหรอกครับว่าเราคุยอะไรกัน...เพราะเรื่องราวทั้งหมดนั้นอยู่ในหนังสือที่อยู่ในมือคุณนี่แล้ว และหากว่าคุณได้อ่านจนจบเล่มแล้วพบว่า คุณมีอาการเหม่อลอยทบทวนการทำงานทั้งชีวิต ที่ผ่านมาของคุณและคนรอบข้าง กระตือรือร้นในการตั้งเป้าหมายให้กับชีวิต มองเห็นฝันของตัวเองชัดเจน และรู้สึกเหมือนมีไฟลุกท่วมตัวจนอยากจะลุกขึ้นมา ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเสียใหม่...ใช่ครับ คุณมีอาการ “โดนของ” เหมือนกับที่ผมเป็น หลังจากที่ได้รู้จักกับ “ของดี” ของพอล ถ้าอย่างงั้นจะเสียเวลาอยู่ทำไม เชิญ “ลองของ” ได้ตามอัทธยาศัยเลยครับ 

 

“น้าเน็ก” เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา
Uncle-Nek, Ketusepsawasdi Palakawonse Na Ayutthaya 


 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 



คงจะเป็นการยากไม่ใช่น้อยที่คน ๆ หนึ่ง จะตัดสินใจเปลี่ยนแปลงชีวิตตนเอง จากหน้ามือเป็นหลังมือได้ในห้วงระยะเวลาสั้น ๆ ยิ่งคนที่เคยลอยล่องในโลกแห่งมายา ที่แวดล้อมตัวเองด้วยสีแสง ตระการวิจิตร จะตัดสินใจกลับทิศตัวเอง มาสู่โลกแห่งการลงทุน ที่วัฎจักรกำไร - ขาดทุน เวียนหมุนเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา .... ย่อมเป็นการยากยิ่งขึ้น ปรากฎการณ์ พอล ภัทรพล เป็นแบบอย่างของนักลงทุนที่มุ่งมั่น และพร้อมเปลี่ยนแปลงตนเอง ไปสู่เส้นทางที่ดีกว่า เป็นคนหนุ่มที่กล้าคิด กล้าทำคนหนึ่ง คำบอกเล่าของเขาที่ร้อยเรียงลำดับอักษร ออกมาด้วยประสบการณ์และวิธีคิดที่แตกต่าง เป็น “หนังสือ” ที่มุ่งสื่อให้ให้คนรุ่นปัจจุบัน แสวงหาอิสรภาพทางการเงิน (Financial Freedom) ด้วยการปรับสมการชีวิตให้สอดคล้องกับกระแสความเปลี่ยนแปลง ผมชื่นชม และยอมรับว่า นักเขียนอารมณ์ดีผู้นี้ มิเพียงจะเป็นนักลงทุนที่มีแบบฉบับเฉพาะ ของตนเองเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้สามารถลำดับเรื่องราว ให้ผู้อ่านได้สัมผัสใกล้ชิดกับอรรถรสที่เขาบรรจงนำเสนอ จนต้องอ่านให้จบในคราวเดียว..... 

 

นายวิชัย ทองแตง
Wichai Thongtang 

 
 


แมวไม่ว่าจะสีอะไรถ้าจับหนูได้มันก็คือแมว

คำสอนของท่านเติ้งเสี่ยวผิงที่ผมใช้กับตัวเองมาทั้งชีวิต

ประโยคนั้นหมายความว่าทางประสบความสำเร็จมีหลายวิธีอยู่ที่จะเลือกใช้เส้นทางไหนให้เหมาะกับเรา

ผมถนัดลงมือทำลงมือปั้นธุรกิจด้วยตัวเองและสนุกกับการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น สำหรับคนรุ่นใหม่อย่างคุณพอลที่ชอบสะสมข้อมูล เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ก็มีทางเลือกอื่นตามถนัดอย่างการลงทุนแบบมั่นคงหรือการสร้างวิธีให้เงินทำงาน ในแบบฉลาดๆ ด้วยครับ

ผมว่าคุณพอลมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน เมื่อล็อคเป้าแล้วเขาจึงกำหนดแผนการณ์เป็นขั้นตอน ที่สำคัญคุณพอลรู้ว่าตัวเองเป็นยังไง ชอบอะไร มุ่งหวังอะไรต่อไป เส้นทางเดินจึงชัดและก้าวไปอย่างรวดเร็ว

ลองอ่านวิธีคิดแล้วใช้ประสบการณ์ของเขาในหนังสือเล่มนี้ช่วยย่นระยะทางในการเรียนรู้ของคุณ ก็เท่ากับคุณก้าวไปใกล้เป้าหมายอีกขั้นแล้วครับ


 


ตัน อิชิตัน
Tan, Ishitanc

 

 


 
 
 
 
 
 


 
 


ใครที่รู้จักพอลจริงๆ จะรู้ว่า พอลเป็น "นักลงทุน"และ "นักธุรกิจ" มากกว่าเป็น "นักแสดง" ธุรกิจที่พอลลงทุนมักเป็นธุรกิจนำเทรนด์ (lead the trend) หรืออินเทรนด์ (in trend) แต่ไม่ใช่ตามเทรนด์ (follow the trend) ถ้าคุณสนใจในธุรกิจหรือการลงทุนตามเทรนด์ เช่นร้านกาแฟ ร้านอาหาร ร้านเสื้อผ้า หนังสือเล่มนี้คงไม่เหมาะกับคุณ แต่ถ้าคุณต้องการทำธุรกิจหรือลงทุนที่นำเทรนด์หรืออินเทรนด์ เป็นธุรกิจใน white ocean ไม่ใช่ red ocean คุณ"ต้อง"อยู่ใกล้นักลงทุนคนนี้

 

 


อุราภา นนทะสุต Consultant, founder www.carzeek.com,
author of the blog www.happyskills.com

Urapa Nontasut, Consultant, founder of www.carzeek.com and author of the blog www.happyskills.com

 

 
 
 

ผมรู้จักกับคุณพอล ภัทรพล ศิลปาจราย์ มานานกว่าครึ่งชีวิตของเราทั้งสองคน เรียกได้ว่าคลุกคลีกันมาตั้งแต่สมัยยังหัวเกรียนๆเลย ในสมัยวัยเด็กนั้นพอลอาจจะไม่ได้มีความใฝ่ฝันที่เป็นรูปเป็นร่างชัดเจน แต่สิงที่เรามีเหมือนกันคือความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะอุปสรรค การชอบการแข่งขัง และ การหาโอกาสทำในสิ่งใหม่ที่ท้าทาย ผมจึงไม่เแปลกใจเมื่อหลังจากกลับเมืองไทยได้ไม่นาน เพื่อนของผมคนนี้ก็กลายที่เป็นที่รู้จักของพี่น้องชาวไทยทั่วหัวระแหง
 
พอล เคยกล่าวไว้กับผมที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งในนิวยอร์ค สมัยที่เขาเพิ่งจะเริ่มเข้าวงการใหม่ๆว่า วันหนึ่งเขาอยากทำเงินได้อย่างมหาศาล เหลือกินเหลือใช้ แล้วก็เสริมต่อด้วยคำพูดที่ถ้าไม่ได้เป็นเพื่อนที่รู้ใจกันจริงๆพูดคงไม่เชื่อ เพราะเขาบอกว่าจะเอาเงินเหล่านั้นไปช่วยเหลือเด็กๆ วันนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นความฝันของพอลเป็นรูปเป็นร่างอย่างแท้จริง
 
ผมติดตามการสานฝันของเพื่อนคนนี้มาตลอดและกล้าพูดได้ว่า เขาไม่เพียงแต่แน่วแน่กับความคิดนี้ แต่ว่ามาพร้อมกับกรรมวิธีในการทำฝันของเขาให้เป็นจริง

สู้ๆน่ะครับเพื่อน


 


โอ๊ต เฉลิมพล ฤทธิชัย
นักข่าวชาวไทยในนิวยอร์คที่ได้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Emmy Award สองปีซ้อน

Oat, Chalermchai Rittichai.
The only Thai reporter who was nominated for Emmy Award (2 years consecutively).